เป็นบทความที่คัดลอกมาสำหรับเตรียมตัวของผู้ปฏิบัติธรรม ขออนุญาตินำมาเผยแพร่และเก็บใน Block ค่ะ
6 เตรียม
ก่อนเข้าปฏิบัติธรรม 6 เตรียม ช่วยท่านได้
1) เตรียมเคลียร์ภาระและการงาน
-สำหรับมนุษย์เงินเดือน ควรรีบลาแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เพื่อนร่วมงานและญาติมิตรรู้ทั่วกัน
ว่าเราจะหายตัวไปปฏิบัติธรรม หากใครต้องการอะไรจากเรา เขาจะได้สอบถามแต่เนิ่นๆ
-เคลียร์งานเก่าที่คั่งค้างให้เสร็จ งานใดทีไม่เสร็จง่ายๆ ก็มอบหมายให้ใครช่วยรับช่วงต่อไปสักระยะ
-ผู้มีภาระรับส่งบุตรหลาน ไปโรงเรียน หรือต้องจ่ายค่าน้ำ ไฟ โทรศัพท์ฯ ควรรีบสะสางหรือมอบหมาย
ให้ใครรับหน้าที่ไปก่อน เพื่อจะได้หมดห่วง
2)เตรียมจัดการเก็บกระเป๋า
เสื้อผ้า บางแห่งกำหนดให้ใส่ชุดขาว บางแห่งอนุโลมให้สวมกางเกง ผ้าถุง หรือกระโปรงยาวที่สีสุภาพ
เช่น ดำ น้ำตาล กรมท่า แต่เสื้อควรเป็นเสื้อมีแขนสีขาว ไม่มีลวดลายหรือตัวหนังสือใดๆ ที่รบกวนสมาธิผู้อื่นได้
จำนวน ต้องให้เพียงพอกับจำนวนวัน เพื่อไม่ต้องพะวักพะวงกบการซักล้าง
เนื้อผ้า ควรใส่สบายสำหรับผู้ที่ไวต่อความร้อนหรือความเย็น ควรพิจารณาให้รอบคอบ
สไบ สำหรับผู้หญิง คงรเตรียมไปด้วย
เครื่องสำอางค์ งดเว้นโดยปริยาย เนื่องจากเรามักสมาทานศีล 8
ยาประจำตัว สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว ไม่ควรลืมเด็ดขาด
ร่ม ไฟฉาย ยากันยุง แป้งโรยกันมด หากพักห่างจากหอปฏิบัติธรรม
ไม่นำของมีค่าติดตัวไป
3)เตรียมกายให้แข็งแรง
พักผ่อนให้เพียงพอแต่เนิ่นๆ รักษาสุขภาพให้สมบูรณ์พร้อม เพราะการปฏิบัติธรรม
ต้องอาศัยพละกำลังกายและใจ ผู้ประมาททำงานจนดึกดื่นค่อนคืน
เมื่อเข้ากรรมฐานก็จะหมดแรง ง่วงเหงาหาวนอน หรือป่วยไข้ เสียโอกาสดีๆ ที่หายากไปโดยเปล่าประโยชน์
4)เตรียมใจให้แกร่งและสงบ
กายพร้อม ใจต้องพร้อม...
ควรงดดูหนัง ละคร ฟังเพลง เที่ยวเตรี หรือติดตามข่าวสารที่พาให้ใจวุ่นวาย อย่างน้อย 1 สัปดาห์ล่วงหน้า
ผู้ที่ห่างเหินห้องพระ ควรปัดฝุ่น สวดมนต์ให้สงบ
สิ่งสำคัญ เตรียมกำลังใจให้เข็มแข็งหนักแน่นเข้าไว้ เพราะมักจะมีเหตุให้ละล้าละลังจนอาจยกเลิกการปฏิบัติธรรมได้
พึงท่องให้ขึ้นใจว่า "โอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาก็จัดว่ายากมากแล้ว แต่โอกาสที่ผู้ใดจะได้ไปปฏิบัติธรรม
ยิ่งยากที่สุด เมื่อได้มาอย่าทิ้งขว้างไปง่ายๆ เพราะอาจไม่มีโอกาสเช่นนี้อีก"
5)เตรียมซ้อมเพื่อทบทวนวิชา
ผู้ที่ห่างเหินการเดินจงกรม นั่งกรรมฐาน และกำหนดอิริยาบถย่อยที่บ้าน ก็ควรปัดฝุ่นขัดสนิมตัวเอง
ซ้อมล่วงหน้านานๆ จะได้ไม่เสียเวลาวันแรกๆ ของการปฏิบัติอย่างฝืดๆ
ซ้อมตื่นแต่เช้ามืดด้วยิ่งดี (เพราะคงไม่ใช่ทุกคนที่เคยชินกับการตื่นก่อนตี 4) จะได้ไม่ต้องนั่งสัปหงกให้ครูบาอาจารย์เห็น
6)เตรียมก้าวเข้ามาอย่างปล่อยวาง
เมื่อเตรียมพร้อมแล้ว ก็ปล่อยวางทุกอย่างไว้ที่บ้านกับที่ทำงาน ก้าวเข้ามาพร้อมหน้าเปื้อนรอยยิ้มและใจที่พองฟู เบาสบาย
ผ่องใส่ สงบเย็น
6วาง
เมื่อก้าวมาถึงแล้ว ก็ต้องเริ่มด้วยการวาง ไม่ใช่วางแค่กระเป๋าสัมภาระที่แบกอยู่ แต่สิ่งที่พึงทำคือ
1)วางหัวโขน
ไม่ว่างจะมียศถาบรรดาศักดิ์อย่างไร ตำแหน่งหน้าที่การงานหรือฐานะทางสังคมโดดเด่นเพียงใด
เมื่อมาเข้ากรรมฐานก็ต้องละวาง ทั้งหมด เจ้านาย ลูกน้อง เศรษฐี ยาจก ทุกคนจะเป็นผู้ปฏิบัติะรรมเท่าเทียมกัน เมื่อวางลงได้ก็จะรู้สึกเบาสบาย ปฏิบัติก้าวหน้าได้ไว เพราะได้ละความยึดติดในตัวตน เรา เขา ไปแล้วส่วนหนึ่ง
2)วางกังวลภาระ
ตอนนี้ เรามีเพียงตัวคนเดียว ไม่มีพ่อแม่ พี่น้อง ลูกสามีหรือภรรยา ให้ต้องห่วงใย ไม่มีการงานรกสมอง ไม่มีสมบัติที่ต้องหวงแหน ไม่มีการศึกษาที่กลัวเรียไม่ทัน มีแต่งานปฏิบัติธรรม ตรงหน้าที่จะตั้งใจให้ดีที่สุด
เมื่อปล่อยวางได้ ความฟุ้งซ่านจะเบาลง และปฏิบัติก้าวหน้าได้ไว
3)วางสรรพะความรู้เก่า
วางทั้งความรู้ทางโลกและทางธรรมที่เคยร่ำเรียนมาก่อน
ทำตนให้เป็นแก้วน้ำเปล่าๆ รอให้ครูบาอาจารย์เติมให้เต็ม ก็จะได้ความรู้ใหม่อีกมากมายโดยไม่เสียเวลา
อย่าเสียเวลากับการเปรียบเทียบความรู้ใหม่กับความรู้เดิมในระหว่างปฏิบัติธรรม จะฟุ้งซ่านโดยเปล่าประโยชน์
รอไว้กลับไปวิเคราะห์ความแตกต่างที่บ้านดีกว่า
4)วางว่า "เราต้องเป็นหนึ่ง"
การปฏิบัติธรรมอย่างผ่อนคลาย ใช้สติตามดูกายกับจิตที่เป็นจริง แล้วให้ปัญญาค่อยๆพัฒนาขึ้นเอง
เหมือนการปลูกต้นไม้ งานของเราคือ รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช เพื่อสภาวะเหมาะสมแล้ว
ต้นอ่อนจะค่อยๆ งอกขึ้นมาเองและเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ต่อไป
อย่าคาดหวังในผลสำเร็จและนั่นคือความโลภ เป็นกิเลสที่ทำให้ใจขุ่นมัว ปัญญาย่อยจะเกิดขึ้นไม่ได้
5)วางใจให้ลึกซึ้งในคำสอน
ความศรัทธาในตัวครูบาอาจารย์ ในคำสั่งสอนแนะนำ และในแนวทางการปฏิบัติธรรม
เป็นหัวใจสำคัญข้อหนึ่งของนักปฏิบัติ ควรเปิดใจอย่างกว้าง
รับฟังคำแนะนำสั่งสอนด้วยความเคารพเชื่อถือ และตั้งใจทำตามคำแนะนำอย่างเต็มกำลัง
เมื่อมีข้อสงสัยก็ไต่ถามจนกระจ่าง
6)วางไว้ก่อน.."ความกลัวตาย"
ความยึดติดในตัวตนของเราเป็นเหตุให้เรา "รักตัวกลัวตาย" เมื่อเกิดเวทนาในระหว่างการปฏิบัติแม้เพียงเล็กน้อย ก็เริ่มกังวล กลัวความเจ็บปวด เมื่อเวทนาแรงกล้าขึ้น ก็เริ่มฟุ้งซ่านกลัวตาย
เราจึงควรตั้งสติให้รู้เท่าทันความฟุ้งซ่านนั้น ไม่มีใครตายเพราะการปฏิบัติธรรม ตรงกันข้าม ครูบาอาจารย์มักกล่าวว่า เวทนาเป็นกุญแจที่ไขไปสู่พระนิพพาน เมื่อเกิดเวทนาขึ้นมาก็ควรวางความกลัวตายลงเสีย แล้วตามดูเวทนาเกิดขึ้นตามความเป็นจริง จะสามารถพัฒนาจนเกิดปัญญาญาณได้
6 ตั้งใจ
เมื่อเริ่มปฏิบัติธรรม ยังมีอีก 6 ตั้งใจไม่ควรลืม...
1)ตั้งใจเก็บวาจา
การพูดเป็นหนทางให้สมาธิรั่วออกไปง่ายที่สุด เร็วที่สุด และมากที่สุด
ตลอดเวลาที่เข้าปฏิบัติธรรม ควรงดพูดกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด
นอกจากพูดกับครูบาอาจารย์และพี่เลี้ยงเท่านั้น
การพูดจากับผู้ปฏิบัติธรรอื่นๆ นอจากทำให้สมาธิของตนรั่วออกไปแล้ว
ยังเป็นการทำลายสมาธิของผู้อื่นด้วย อันจะเป็นเวรเป็นกรรมต่อไป
หากจำเป็นต้องสอบถามกิจธุระกับเจ้าหน้าที่หรือผู้บริการควรสั้นที่สุด
และมีสติกำหนดรู้ตลอดเวลาที่พูด หรือหากเลี่ยงไปใช้การเขียนแทนได้ก็จะดี
2)ตั้งใจปฏิบัติช้าๆ
การเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะอิริยาบถใหญ่หรืออิริยาบถย่อย
ต้องพยามทำอย่างช้าๆ เหมือนคนป่วยหนัก เพื่อให้สติตามรู้ได้ทัน จนเกิดปัญญาเห็นแจ้งตามความเป็นจริง
3)ตั้งใจรักษาศีล
ศีลวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งศีล เป็นบาทฐานที่สำคัญยิ่งของการปฏิบัติธรรม
เพราะจะช่วยให้เราเจริญกรรมฐานได้ด้วยจิตใจที่มั่นคง ไม่ฟุ้งซ่านกังวลกับความรู้สึกผิดใดๆ
เราคงแก้ไขความผิดพลาดในอดีตไม่ได้ แต่สามารถรักษาศีลในปัจจุบันให้บริสุทธิ์ได้
จึงควรระวังรักษาศีลให้บริสุทธิเสมอ
4)ตั้งใจผินหน้ามาฟังธรรม..
ทุกวันนี้ โอกาสจะได้รับรสพระธรรมนับว่าหายากยิ่ง และโอกาสที่เราจะมีสติและสมาธิ
พร้อมเพียงพอจะเข้าใพระธรรมอย่างลึกซึ้ง ก็หายากยิ่งกว่า
ธรรมบรรยายส่วนใหญ่จะเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมจึงเป็นโอกาสล้ำค่า ยิ่งไปกว่านั้น ธรรมบรรยายส่วนใหญ่จะเอื้อ
ต่อการปฏิบัติธรรมในขณะนั้นหรือวันต่อๆไปด้วย
ผู้ปฏิบัติธรรมควรตั้งใจฟังธรรม แม้จะคุ้นกับธรรมบรรยายบางหัวข้อแล้วก็ตาม
แต่การฟังซ้ำๆ ก็ยังเกิดประโยชน์มาก
เพราะเมื่อสติคมชัด และสมาธิดิ่งลึก ผู้ปฏิบัติจะเกิดความรู้
ความเข้าใจใหม่ เพื่อจากเดิมอีกเสมอ
5)ตั้งใจปฏิบัติธรรมเจริญสติ
พึงใช้สติจดจ่อตามรู้กายรู้ใจของตนให้ตรงตามความเป็นจริง
ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า จนหลับไปกับสติในตอนกลางคืน
การเจริญสตินั้นต้องทำอย่างต่อเนื่อง
ไม่ควรให้ความสำคัญแค่การเดินจงกรมกับการนั่งสมาธิเท่านั้น
เพราะหากเกียจคร้านขาดความรู้ตามอิริยาบถย่อยแล้ว
สมาธิที่เกิดจากการเดินจงกรมและนั่งสมาธิก็จะรั่วออกไป
การปฏิบัติธรรมจะไม่มีวันก้าวหน้าเลย
6)ตั้งใจดำริส่งอารมณ์..
การส่งอารมณ์เป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะได้สอบทานกับครูบาอาจารย์
ว่าการปฏิบัติของตนถูกต้องหรือไม่
และมีข้อบกพร่องใดควรแก้ไข เพราะฉะนั้น พึงรายงาน (ส่งอารมณ์) ทุกอย่างตามความเป็นจริง
อย่าปกปิด อย่ากลัวการตำหนิ ระวังอย่าสรุปเอาเองว่า สิ่งใดสำคัญ สิ่งใดไม่สำคัญ สิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี
เพราะเราด้อยความรู้และประสบการณ์ พึงรายงานทุกอย่างให้ครูบาอาจารย์ได้รับทราบ
แต่ก็ควรรายงานให้สั้นกระชับ แจ่มแจ้ง แล้วตั้งใจฟังและจดจำคำแนะนำต่อไป
6 ไม่ลืม
กลับบ้าน หากเตือนตนด้วย 6 ไม่ลืมอยู่เสมอ ชีวิตย่อมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
1)ไม่ลืมครูบา
คำสั่งสอนของครูบาอาจารย์เป็นของล้ำค่า ถ้าไม่มั่นใจว่าจะจำไว้ได้หมด ก็ควรจดเอาไว้อ่านซ้ำ
เพราะพอเรากลับมาสู่โลกที่วุ่นวาย สมาธิก็เริ่มกระจัดกระจาย ท้ายๆ ที่สุดจะเหลือแค่ความทรงจำ
ว่า ?? ท่านอาจารย์เคยสอนว่า อะไรนะ
2)ไม่ลืมนำพาพ่อแม่
ยิ่งปฏิบัติธรรมก็ยิ่งย้ำความสำคัญของพระคุณพ่อแม่ ฉะนั้นก้าวแรกที่ย่างเข้าบ้าน อย่าลืมกราบเท้าเอาบุญมาฝาก
เพื่อให้ท่านอนุโมทนาด้วย ความปีติยินดีจะช่วยต่อายุของท่านให้ยืนยาว
หากพ่อแม่ของผู้ใดยังไม่ได้ปฏิบัติธรรม ก็ควรพยามโน้มนำท่านเข้ามาปฏิบัติ
อันถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของลูก
3) ไม่ลืมแก้นิสัยผิดๆ
สติปัญญาจากการปฏิบัติธรรมช่วยเพิกถอนความเห็นผิดและความยึดติดหลายๆ อย่าง
เมื่อเกิดปัญญาจนนึกขึ้นได้ก็ควรแก้ไข
ลด ละ เลิก เช่น เลิกดื่มเหล้า เลิกเที่ยวเตร่ เลิกพูดเพ้อเจ้อ เลิกถือยศถือศักดิ์
เลิกยึดมั่นถือมั่นในตัวตน อย่าเผลอใจอ่อน "ไว้ก่อนแล้วกัน"
หากลืมไปอีกหน ที่ปฏิบ้ติมาก็ไร้ผล
4)ไม่ลืมปิดประตูกิเลส
ก่อนจะกลับ ครูบาอาจารย์จะแนะนำให้หมั่นหาเวลาปฏิบัติธรรมที่บ้าน
เช่น เดินจงกรมครึ่งชั่วโมง แล้วนั่งสมาธิต่อสักครึ่งถึงหนึ่ง
ชั่วโมงทุกๆวัน แต่ที่สำคัญ ต้องหมั่นเจริญสติในระหว่างวัน
ให้รู้เท่าทันความโลภ โกรธ หลง ด้วย
5)ไม่ลืมสังเกตแนวทางปฏิบัติ
ครูบาอาจารย์มักสอนให้สังเกตและจดจำแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนเอง
และช่วยให้ตนเองเกิดสติที่คมชัด สมาธิรวมได้รวดเร็ว
เพื่อจะช่วยให้ก้าวหน้าได้ไวยิ่งขึ้นในการปฏิบัติครั้งต่อๆไป
6)ไม่ลืมเร่งรัดสู่พระนิพพาน
อย่าลืมว่า ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก อย่าประมาท อย่าใจเย็น อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
รีบหาโอกาสเข้าปฏิบัติธรรมอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะได้บรรลุสู่ความพ้นทุกข์ คือพระนิพพาน
ขออนุโมทนากับผู้เขียนค่ะ และจะได้นำเอาข้อแนะนำไปปฏิบัติใช้
edit @ 25 Jan 2010 14:03:16 by หนังสือที่รอให้อ่าน